ศิลปะการทำหัวโขน
ศิลปะ

ศิลปะการทำหัวโขนและการใช้สีธรรมชาติ จากงานโขนพระราชทาน ศาสตร์และศิลป์แผ่นดินไทย

ศิลปะการทำหัวโขนและการใช้สีธรรมชาติ จากงานโขนพระราชทาน ศาสตร์และศิลป์แผ่นดินไทย

ศิลปะการทำหัวโขน

     โขนเป็นการแสดงที่ใช้ท่ารำตามแบบละครใน แต่เพิ่มท่ารำที่มีตัวแสดงแแกไปโดยมีลักษณะสำคัญอยู่ที่ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนหมดทุกตัว ยกเว้นตัวนาง พระ และเทวดา แต่เดิมนั้นตัวพระ เทวดา ก็สวมหัวโขน ภายหลังมาเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เห็นหน้าของผู้แสดงหัวโขน หรือศีรษะโขน คือ วัสดุที่ทำขึ้นสำหรับสวมศีรษะเมื่อใช้เล่น โดยหัวโขนจะมีลักษณะของตัวละครนั้นๆ ไม่สามารถใช้แทนกันได้
เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากปัจจุบันการทำหัวโขนเริ่มเลือนหายไป ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น ศิลปะการแสดงโขนน้อยลง ความต้องการใช้น้อยลง การขาดความรู้และถ่ายทอดความรู้ แม้ปัจจุบันจะมีการผลิตหัวโขนเพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึก แต่ก็ไม่ได้ผลิตสำหรับการใช้งานจริง ดังนั้น ทางโรงเรียนวิมุตยารามพิทยากร สังกัด สพม.กทม.เขต 1 โดยอาจารย์ สุวิทย์ เชยชม ครูชำนาญการพิเศษ ฟื้นฟูการประดิษฐ์หัวโขน ถ่ายทอดให้นักเรียนเพื่อที่จะได้นำไปอนุรักษ์วัฒนธรรม และสามารถนำไปประกอบอาชีพในภายภาคหน้า นอกเหนือจากได้ความรู้ทางวิชาสามัญทั่วไปแล้ว

ศิลปะการทำหัวโขน

อุปกรณ์ การทำดินสำหรับปั้นหน้าและพอกหุ่นหัวโขน
1.น้ำผสมสารส้ม
2.แป้งข้าวจ้าว
3.ดินแคลเซียม
4.ปูนซีเมนต์
5.กระดาษฟาง/กระดาษสา/กระดาษทิชชู (เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง)
6.ภาชนะที่ใช้ผสม ควรเลือกภาชนะที่สามรถตั้งไฟได้
7.เตาถ่านหรือเตาแก๊ส
8.ไม้พาย

วิธีทำ
1.นำน้ำผสมสารส้มแล้ว ใส่ภาชนะตั้งไฟค่อยๆ เทแป้งข้าวจ้าวลงไปที่ละน้อย คนด้วยไม้พายตลอดเวลาให้น้ำและแป้งเข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว กระทั่งได้กาวแป้งเปียกที่เหนียว ใช้อัตราส่วน น้ำ 2 ส่วน แป้ง 1 ส่วน
2.ทิ้งไว้ให้กาวแป้งเปียกเย็นหรืออุ่นๆ เทกาวลงบนพื้นสำหรับนวดดิน ลงมือนวดโดยขณะที่นวดให้สันมือทั้งสองข้างกดกาวและกระดาษทิชชูทีละน้อย ขณะที่นวดค่อยๆ ใส่ปูนซีเมนต์ ดินแคลเซียม สังเกตดูว่าเมื่อวัสดุทุกอย่างผสมกันจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้นำดินที่ผสมแล้วใส่ถุงพลาสติกมัดปากไว้เพื่อรักษาความชื้นเอาไว้ ถ้าต้องการให้ดินมีสีสัน ให้ใช้สีฝุ่นหรือสีพลาสติกผสมลงไปในขณะที่นวดดิน สำหรับอัตราส่วน ในขั้นตอนนี้ ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน/ดินแคลเซียม 3 ส่วน กระดาษทิชชู 1 ม้วน

ศิลปะการทำหัวโขน

ขั้นตอนการทำหัวโขน
1.การปิดหุ่น เป็นการปิดกระดาษทับลายบนหุ่น เรียกว่า การพอกหุ่น หรือปิดหุ่นโดยจะปิดกระดาษทับหลายๆ ชิ้นให้หนาพออยู่ได้ หลังจากถอดศีรษะออกจากหุ่น การถอดหุ่น คือ การเอาศีรษะกระดาษออกจากหุ่น โดยใช้มีดปลายแหลมกรีดด้านศีรษะให้กระดาษขาด แล้วจึงถอดออกจากต้นแบบ หลังจากนั้นต้องเย็บประสานให้สนิทแล้วปิดกระดาษทับให้เรียบร้อย ศีรษะกระดาษนี้จะเรียกว่า กะโหลก
2.การปั้นหน้า คือ การใช้รักตีลายหรือดินผสมปั้นเพิ่มเติมลงบนกะโหลกที่ส่วน คิ้ว ตา จมูก ปาก ฯลฯ ให้ได้รูปชัดเจน แสดงอารมณ์ของใบหน้า และเพื่อการประดับลวดลาย ตกแต่งบนตำแหน่งที่เป็น เครื่องศิราภรณ์ เช่น ประดับส่วนเกี้ยวรักร้อย ฯลฯ จัดทำส่วนหู สำหรับเศียรยักษ์ ลิง พระและนาง
3.ปิดกะโหลก เป็นการปะกะโหลกด้วยกระดาษปูนทับดินปั้นอีกหนึ่งชั้น เพื่อยึดลายให้แน่นกละกลบรอยแตกร้าวของดินปั้น เสร็จแล้วนำไปตากแดดกาวแห้งสนิท
4.ทาดินสอพอง โดยผสมดินสอพองกับน้ำและเติมกาวลาแท็กซ์ลงไปเล็กน้อยเพื่อให้ดินสอพองติดแน่นกับหุ่น ทาดินสอพองเพื่อเคลือบผิว และลบรอยต่อของกระดาษ เมื่อดินสอพองแห้งแล้วขัดกะโหลกด้วยกระดาษทรายเบอร์ 220 ก่อนเพื่อปรับพื้นกะโหลกให้เรียบเมื่อพื้นกะโหลกเรียบดีแล้วใช้กระดาษทรายเบอร์ 180 ขัดอีกครั้งเพื่อให้ผิวเรียบเนียมที่สุด
5.การปั้นรักตีลาย ใช้รักตีลายพิมพ์เป็นลวดลายละเอียดประดับตามตำแหน่งบนกะโหลกที่ได้ปั้นหน้า ติดลวดลายประดับด้วยกาวลาแท็กซ์ เมื่อติดลายเสร็จแล้ว นำไปตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้งสนิท
6.การเคลือบสีกะโหลก เป็นการเคลือบกะโหลกที่ติดลายแล้วด้วยสีน้ำเงิน เพื่อเตรียมพื้นผิวสำหรับปิดทอง สำหรับวิธีนี้ควรพ่นสีบางๆ ถ้าทาสีไม่ควรทาสีให้หนา เพราะจะทำให้ลวดลายไม่คมชัด
7.การลงรักปิดทอง คือการปิดทองในส่วนที่ต้องการ โดยการลงรักในส่วนนั้นๆ
8.การประดับกระจกหรือพลอย เป็นการตกแต่งส่วนละเอียด โดยเฉพาะลวดลายที่ใส่ตัวกระจัง ใส่กระหนก ใส่ใบเทศ เพื่อให้เกิดประกายแวววาว กระจกที่ใช้เรียกว่า กระจกเกรียง บางครั้งอาจใช้พลอยกระจกประดับแทน
9.การระบายสีและเขียนส่วนละเอียด เป็นกระบวนการขั้นสุดท้าย ของการทำหัวโขน ปัจจุบันจะใช้สีอะคลิลิกหรือสีโปสเตอร์ การระบายสีและเขียนสี จะต้องคงรูปลักษณ์บนใบหน้าของหัวโขน เป็นไปตามแบบแผนอันเนื่องจากชาติพงศ์ของหัวโขนนั้นๆ